วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552



ส่วนในประเทศอินเดียก่อนพุทธกาล มีหลักฐานปรากฏว่าหินถูกกำหนดให้เป็นอุปกรณ์หนึ่งในการทำนายทายทัก และนับแต่นั้นมาคนอินเดียมักใช้หินเป็นส่วนหนึ่งของการพยากรณ์ โดยเชื่อถือจากการสัมผัสและสวมใส่ หากรู้สึกว่าจะมีโชคร้าย หินที่สวมใส่อยู่ก็จะกระตุ้นเตือนออกมา และเชื่อว่าสามารถขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนี้นักพยากรณ์มักใช้หินหลายชนิดแทนเครื่องรางของขลัง เพื่อปกป้องและต่อสู้กับอำนาจมืดต่างๆ อันอาจเกิดจากอิทธิพลของดาวเคราะห์และส่งผลถึงดวงชะตาของคนเรา ซึ่งดาวเคราะห์เหล่านั้นส่งอิทธิพลในด้านลบให้ หรืออาจเกิดจากใครบางคนส่งพลังด้านลบมาให้ หินที่สวมใส่เป็นเครื่องรางก็จะคุ้มภยันตรายหรือเตือนให้ผู้เป็นเจ้าของได้ระมัดระวังตัว
แต่โดยส่วนตัวแล้ว หินบำบัดเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตใจและอารมณ์มากกว่าร่างกาย เพราะในยามที่ตัวเองต้องเผชิญกับภาวะปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา มีทั้งความเครียด ความทุกข์ หรือแม้แต่เกิดความรู้สึกที่ไม่มั่่นใจในการกระทำบางสิ่งบางอย่างต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก ตัวเราก็จะเลือกสวมใส่เครื่องประดับที่ทำด้วยหินไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือ เพื่อให้ร่างกายตัวเองได้สัมผัสกับพลังหินเหล่านั้นอยุ่ตลอดเวลา ความเย็นของหินที่มีคุณสมบัติในการบำบัดใจและอารมณ์ต่างๆนั้นเอง ซึ่งสามารถที่จะกล่อมเกลาอารมณ์ให้เข้าที่เข้าทางดีขึ้น ไม่กระเจิดกระเจิงไปกับสถาณการณ์รอบตัว และนอกจากนี้สิ่งที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน นั่นก็คือความสงบนิ่ง สามารถจัดระเบียบอารมณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี และมีสมาธิที่ดีในการทำงานหรือกระทำกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงการมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถมองเห็นความต้องการของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ อย่างมีสติดีมากขึ้นด้วย

จากยุคนั้นเป็นต้นมา มนุษย์เริ่มมีความเชื่อเกี่ยวกับพลังอำนาจของหินมากขึ้น พวกเขาถือเสมือนว่า หินคือคริสตัลคือตัวแทนแห่งศรัทธาที่มีต่อศาสนา ซึ่งมิอาจล่วงละเมิดได้ คริสตัลคือของขวัญอันสูงค่าที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มอบให้แก่ผืนแผ่นดิน จนเวลาผ่านไป ความเชื่อของมนุษย์ที่มีต่อหินก็เพิ่มมากขึ้น ในแง่ของความมหัศจรรย์, การเสริมสร้างจิตวิญญาณให้เกิดคุณภาพ,ใช้ร่วมกับการสั่งสอนศาสนา,ด้วยความเชื่อเกี่ยวกับโลกหน้า,ใช้ในการรักษาการเจ็บป่วย,ใช้เป็นมาตรฐานการปกครอง และใช้ในลัทธิทรงเจ้าเข้าผีของอินเดียนแดง ด้วยความเชื่อที่ว่า พลังของหินนั้นคือ สัญลักษณ์ของจิตวิญญาณและผู้มีพลังอำนาจ ในทางโลกียวิสัย

ในนิยายผจญภัยที่กล่าวถึงการอพยพของชาวยิวจากอียิปต์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึงหิน 12 ชนิด ซึ่งสามารถปกป้องพลังแห่งจิตวิญญาณอันเข้มแข็งของพระผู้นำศาสนา เป็นดั่งเกราะหน้าอกที่พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อป้องกันแรงกิเลศตัณหาและการยั่วยุต่างๆ ให้ผู้นำศาสนามีชัยเหนือหัวใจทุกดวงและเป็นเหมือนยันต์ป้องกันภัยให้ทุกคนหลุดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ
ในประเทศอียิปต์ ความเชื่อเรื่องหินถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยความเชื่อว่าหินหรือคริสตัลเหล่านั้นเป็นดั่งผ้ายันต์ป้องกันภัยภยันตราย เป็นสัญญลักษณ์ที่ถูกซ่อนไว้ในหลุมศพเพื่อ่นำจิตวิญญาณไปสู่โลกใหม่ในภายภาคหน้า ความเชื่อในพลังของหินอย่าง ลาพิส ลาซูลี,เทอร์ควอยส์,คาร์เนเลียนและควอตซ์ นั้นมีส่วนช่วยในการดำรงชีวิต เชื่อว่าหินจะสามารถส่งพลังตามคุณสมบัติของมันเพื่อความสำเร็จ เพื่อเป็นเครื่องงรางของขลัง เพื่อป้องกันภยันตรายทุกรูปแบบ และเหนือสิ่งอื่นใดก็เพื่อเสริมสร้างเสน่ห์และความรักอันบริสุทธิ์ มาสู่ตัวเองและครอบครัว
ในอาณาจักรกรีกและโรมัน ความเชื่อในเรื่องหินและคริสตัลนั้นมีมากมายไม่แพ้ที่อื่นๆ นอกเหนือจากเชื่อว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่สามารถปกป้องคุ้มครองร่างกายและจิตวิญญาณได้แล้ว ยังเป็นเหมือนเครื่องดึงดูดความดีขจัดความชั่วที่จะเกิดในจิตใจของตัวเอง และป้องกันไม่ให้ผู้อื่นคิดร้ายต่อเรา นอกจากนี้ยังถือว่าหินและคริสตังเป็นวัตถุอันทรงพลัง เป็นเครื่องประดับพระเศียรของกษัตริย์และราชินี ประดับตกแต่งข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น ยอดมงกุฏหรือหัวคฑาซึ่งถือเป็นของสูง อันเป็นความเชื่อที่ว่าจะได้นำสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด และพลังแห่งการหยั่งรู้มาสู่ตัวเอง เพื่อประโยชน์ในการปกครองบ้านเมืองและผู้คนนั่นเอง

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พลังหินและคริสตัลใช้ทำอะไรได้บ้าง

กว่าสองพันปีมาแล้วที่หินและคริสตัลถูกใช้ในการบำบัดรักษาและปกปักคุ้มครอง นอกจากนี้ยังใช้เพื่อเป็นเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย ในสมัยยุคหินใหม่ซึ่งเป็นสมัยหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งความเจริญของมนุษย์ สมัยนั้นมนุษย์มีความรู้สูงขึ้น รู้จักขัดเกลาเครื่องมือหินทีททำขึ้นใช้ได้เรียบร้อย ซึ่งมีหลักฐานปรากฎอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เกาะอังกฤษ แอฟริกาเหนือ อเมริกา และประเทศไทย คือที่จังหวัดกาญจนบุรี มนุษย์ในยุคหินเชื่อว่า หินคือกระจกส่องอนาคาต พวกเขาขัดเกลาหินให้ออกมาเป็นลวดลายประณีตเพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน หรือเป็นลูกปัดเพื่อเป็นเครื่องประดับประดาร่างกาย

เติมเต็มพลังชีวิตด้วยพลังหินบำบัด



วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

หินดาว



ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนานเลย อิๆ ไม่ใช่อะไรหรอก ต้องพักรักษาตาอ่ะ หวังว่าเพื่อนๆ T-REC2คงไม่ลืมกันน๊ะจ๊ะ คิดถึงเพื่อนๆทุกๆคนมากเลย มีทติ้งคราวที่แล้ว พี่ก้อไม่ได้ไปร่วมด้วยเลย เป็นเพราะตาเจ็บอ่ะ มีทติ้งคราวหน้าเราค่อยเจอกันน๊ะจ๊ะ เรามาว่าเรื่องความหมายของหินกันต่อดีกว่า
หินดาว
เป็นหินที่เหมาะกับทุกๆคน หมายความถึงการมีฐานะมั่นคงยิ่งขึ้น ไร้โรคภัยไข้เจ็บและมีความสุขเปี่ยมล้น
หินปี่เซี๊ยะ
หมายความถึง ธุรกิจการค้าจะประสบความสำเร็จ เป็นหินที่ขจัดความชั่วร้าย ปกป้องคุ้มครองจากสิ่งที่ไม่ดี ส่วนมามักมีผู้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยมือ หรือสร้อยคอ
หินเจ้าแม่กวนอิม
เหมาะกับทุกๆคน หมายความถึง การลดความกดดันต่างๆรอบตัวเรา สามารถเอาชนะปัญหาในทุกๆด้าน ความเมตตา มีผู้นิยมชมชอบ
หินอายุยืน
เหมาะกับทุกๆคนเช่นกัน หมายความถึงผู้สวมใส่เครื่องประดับชิ้นนี้ จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุมั่นขวัญยืน
หินหมวกลามะ
หมายความถึง การมีอารมณ์ดี มีความสุขเปี่ยมล้น สมดังใจหวัง ผู้คนรักใคร่เอ็นดู เพิ่มความมั่งคั่งร่ำรวย มีความรอบรู้และเสริมสร้างบารมีให้มีชื่อเสียง เป็นหินที่มีผู้คนนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับเช่นกัน
หินหยิน - หยาง
หมายความถึง การทำให้เกิดความสมดุลในชีวิต
หินดาว - เดือน
หมายความถึง การนำพาความมั่งคั่งร่ำรวยมาสุ่ชีวิต โอบอ้อมอารีมีจิตเมตตาต่อทุกๆคน
หินสุริยัน - จันทรา
เหมาะสำหรับทุกๆคน หมายความถึง การนำพาสู่ความสำเร็จ ความมั่นคงนาๆประการ แต่เป็นหินชนิดที่หายากมากชนิดหนึ่ง และมีราคาสูงเช่นหัน
หินตามังกร
หมายความถึง เป็นหินที่มีบารมีเปี่ยมล้น ผู้สวมใส่จะได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ ในชีวิต เช่น การมีแก้วแหวน เงินทอง ความมั่งมีศรีสุข
หินหมอยา
เหมาะกับทุกๆคนเช่นกัน หมายความถึงในด้านการทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ส่วนมากมักนำมาร้อยสลับกับหินชนิดอื่นๆ

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หินหรูอี้

หินหรู อี้
เป็นหินที่เหมาะกับทุกคน หมายความถึงความร่ำรวยกำไรในด้านการค้าขาย การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ทำให้จิตใจสงบ มีประสิทธิภาพในการทำงานดียิ่งขึ้น

หินดาว
เป็นหินที่เหมาะกับทุกคนเช่นกัน หมายความถึงการมีฐานะที่มั่นคงยิ่งขึ้น ไร้โรคภัยไข้เจ็บและมีความสุขเปี่ยมล้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำมาทำเครื่องประดับเพื่อสวมใส่ติดตัว

หินปี่เซียะ
หินชนิดนี้ก็เหมาะสำหรับทุกคนเช่นกันที่จะหามาสวมใส่ เพราะหมายถึง การค้าจะประสบความสำเร็จ ปกป้องคุ้มครองจากสิ่งที่ไม่ดี

หินเจ้าแม่กวนอิม
เหมาะกับทุกคน หมายความถึง การลดความกดดันต่างๆรอบตัวเรา สามารถเอาชนะปัญหาในทุกๆด้าน มีความเมตตา ผู้คนนิยมชมชอบ
Posted by Picasa

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หินลายคลื่น

 
หินลายคลื่น
หินที่มีลายคลื่นเหมือนริ้วรอยบนน้ำ หมายความถึง โชคลาภเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ประสบความสุขร่มเย็น ราบรื่นทุกประการ
Posted by Picasa

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หินนกวิเศษ



หินนกวิเศษ เปรียบเหมือนตัวแทนผู้ปกป้องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ปัดเป่าเคราะห์ร้ายและสิ่งไม่ดีต่างๆ เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ไกลบ้านเกิดเมืองนอน ผู้ที่ไปต่างถิ่นแดนไกล ไม่ว่าจะไปเรียน หรือไปทำงานต่างประเทศควรที่จะสวมติดตัวไว้ เหมาะสำหรับทำเป็นเครื่องประดับเป็นอย่างมาก


หินสวัสดิกะ


สัญลักษณ์แทนองค์พระในธิเบต เป็นหินที่มีความหมายที่ดีมากอีกชนิดหนึ่ง


หินแถบ


หินชนิดนี้มีแถบขาว 3 แถบ นำมาซึ่งความโชคดีในอนาคต ประสบความสำเร็จเร็วยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสที่ดีขึ้นตลอดเวลา ช่วยให้การทำงาน ราบรื่นและไร้อุปสรรคขวากหนามทุกประการขจัดปัญหาอุปสรรคและความโชคร้ายที่จะมากล้ำกราย และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลิกผลันสถานการณ์นำมาซึ่งความสำเร็จ


หินตะขอ เกี่ยวเงิน เกี่ยวทอง


เกี่ยวเงิน เกี่ยวทอง เกี่ยวโชค เกี่ยวลาภ เป็นหินแห่งโชคลาภ เงินทอง และสามารถเก็บเงินเก็บทองไม่ให้รั่วไหล อีกทั้งยังได้รับสิริมงคลสมดั่งใจ หมายความถึง ความร่ำรวยมั่งคั่ง เงินทองเข้ามาไม่ขาดสาย หากมองอย่างพินิจพิจรณาหินชนิดนี้มีสัญญลักษณ์เหมือน อุณาโลม ซึ่งมีความหมายถึงความเป็นสิริมงคลเช่นเดียวกัน

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันหยุดจ้า


พอดีอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ได้หยุดพร้อมกันเลยถือโอกาสขับรถไปเที่ยวแถวชลบุรี แล้วเลยไปแถวไร่องุ่น silver lake เลยเก็บรูปมาฝากเพื่อนๆดูที่นั่นอากาศดีมากๆเลย วิวก็สวย คิดถึงเพื่อนๆ T- REC 2 จังเลย





วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หิน Dzi กระดองเต่า

หิน Dzi กระดองเต่า
หมายถึงสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หลุดพ้นจากอันตรายทั้งปวง และยังมอบพลังให้มีอายุยืนยาว เหมาะสำหรับมอบให้ผู้ใหญ่ คนชรา มารดา และอย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า ในเนื้อหินมีธาตุแม่เหล็ก ที่ช่วยเรื่องสมดุลของระบบเลือด ทำให้ผู้สวมใส่มีสุขภาพกายและใจที่ดี บางทีเราจะพบว่า หินกระดองเต่านั้นมารวมกับหินตาอย่างเช่น หิน 6 ตากระดองเต่า หรือ หิน 9 ตากระดองเต่า เป็นที่นิยมสำหรับนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ซึ่งจะทำให้เป็นหินที่หายากมากขึ้นด้วย
Posted by Picasa

หิน Dzi แจกันโภคทรัพย์

หิน Dzi แจกันแห่งโภคทรัพย์ ( Nectar Dzi Bead )
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ 1ใน8 สิ่งสำคัญในธิเบต โดยหินแจกันนี้เชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่ไม่พร่อง ใช้ไม่มีวันหมด ทุกสิ่งในชีวิตจะเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น เงิน ทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง จึงเป็นสิริมงคลสำหรับผู้ที่สวมใส่
หิน Dzi วัชระ
หมายถึงการปกป้องคุ้มภัย ในอดีตกาลบรรดานักรบและพระโพธิสัตว์ใช้วัชระในการดูแลปกป้องแจกันแห่งโภคทรัพย์ จึงเชื่อกันว่าหินตาวัชระนี้ ปกป้องหรือขจัดสิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ได้เช่นกัน หินตาวัชระนี้ มีสัญญลักษณ์สี่เหลี่ยมข้างหลามตัด หรือในภาษาเรียกของธิเบตว่า ตาเพชร อันประกอบไปด้วย ตาเพชร 6 ตา
ซึ่งก็คือ หิน Dzi 6 ตาอีกประเภทหนึ่ง
Posted by Picasa

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หิน 18 ตา 21ตา Dzi ใบโพธิ์ Dzi ดอกบัว

หิน 18 ตา( 18 Eyed Dzi Bead)
ผู้สวมใส่หิน18ตา หมายความถึง จะได้รับความมีชื่อเสียงและโชคลาภ ความมั่งมีศรีสุข และประสบผลสำเร็จสูงสุดตามความมุ่งหวังในชีวิต
หิน 21 ตา
เหมาะกับผู้ที่เกิดปีชวด ฉลู และขาล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้นำ ส่งผลถึงความสำเร็จ นำพาความโชคดีราบรื่นและสมหวังทุกประการ
หิน Dzi ใบโพธ์
ให้ความหมายเกี่ยวกับการขจัดภัยพิบัติ และปราศจากโรคภัยต่างๆ ผู้สวมใส่ต้องใช้หลักเมตตาธรรมในการดำเนินชีวิต
หิน Dzi ดอกบัว
เป็นหินแห่งความสงบทำให้ใจเย็น ชำระล้างสิ่งไม่ดีในร่างกายและจิตใจ เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาความตึงเครียดในจิตใจ ระบบประสาททำงานผิดปกติ สวมใส่แล้วจะทำให้ใจเย็นลงมีการไตร่ตรองมากขึ้น การใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาน้อยลง ลดความตึงเครียดมองโลกในแง่ดี

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หิน 12 ตา


หิน 12 ตา (12 Eyed Dzi Bead)
หมายความถึง การสร้างความมั่นใจในตัวเอง สามารถเอาชนะความหวาดกลัวต่างๆ สมดังสิ่งที่ปราถนา และนำพาชื่อเสียงมาให้
หิน 13 ตา (13 Eyed Dzi Bead)
หมายความถึงความสำเร็จได้เร็ววัน สมดังใจปราถนา
หิน 15 ตา (15 Eyed Dzi Bead)
เชื่อกันว่าเป็นหินแห่งความโชคดีจากสรวงสวรรค์ ได้รับลาภลอยและโอกาสอันดีจากทุกทิศทุกทาง นั่นหมายถึง ผู้สวมใส่จะทำการใดก้ได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย ปราศจากอุปสรรคทั้งปวง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังทำโครงการใหญ่ๆ ที่มีคู่แข่งและมมีความเสี่ยง ดังสร้อยคอในภาพ จึงมีผู้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ
Posted by Picasa

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หิน 10 ตา

หิน10ตา
เชื่อว่าจะช่วยให้ทำการสิ่งใดก็จะได้รับความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ได้รับความนับหน้าถือตาในแวดวงสังคม อุปสรรคต่างๆก็จะถูกปัดเป่าไป หิน10ตามีบทบาทสำคัญในการชำระกรรมในอดีตและปัจจุบัน เพื่อส่งผลให้มีความโชคดีในอนาคต ช่วยเสริมสร้างสติปัญญาและเสริมความสามารถในการเป็นผู้นำ ช่วยในการทำงานเป็นหมู่คณะ เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดในปี ระกา จอ และกุนที่จะนำไปทำเป็นเครื่องประดับเพื่อสวมใส่
หิน 11 ตา
หินแห่งมนตราอันประกอบไปด้วยหินสองชนิดรวมกัน คือหิน6ตา ด้านหนึ่งอันเป็นมนตราธิเบตว่า " โอม มะนี เป เม ฮุง " ของพระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิม อีกด้านหนึ่งมี 5 ตา มีความหมายแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง5ภาค คือ คุณความดี ความพร้อม ความเข้าใจลึกซึ้ง ความประนีประนอม และความสำเร็จถึงพระนิพพาน ผู้สวมใส่หิน11ตา จึงได้รับความสุขทุกประการนั่นเอง

Colored Stone: Sunstone Hunting in Tibet

Colored Stone: Sunstone Hunting in Tibet

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หิน 8 ตา

หิน 8 ตา
เป็นหินแห่งการปกป้องคุ้มครองภัย ได้รับพรจากพระโพธิสัตว์ทั้ง8ทิศ จะช่วยปกป้องจากสิ่งแลวร้าย สิ่งไม่ดีและรอดพ้นจากความทุกข์กายทุกข์ใจจากสิ่งไม่ดีไม่งามทั้ง8ประการอันได้แก่ ความไม่เข้าใจกัน การสื่อสารที่ผิดพลาด ความไม่ใส่ใจ การถูกนำพาไปในสิ่งที่ไม่ดี ความตกต่ำ ความเหนื่อยล้า ความละเลยในสิ่งต่างๆ และความเข้าใจผิดกัน หินชนิดนี้ค่อนข้างหายาก เนื่องจากคนไทยไม่ค่อยรู้จัก แต่ความหมายดีมาก เพราะฉะนั้นคนจีนจึงนิยมสะสมเพราะเลข 8เป็นเลขมงคล
หิน 9 ตา
เป็นหินแห่งโอกาส เปิดทางให้โอกาสวิ่งเข้ามาหา และชี้ช่องให้มองเห็นในสิ่งที่เป็นโอกาส เอื้ออำนวยให้พลิกวิกฤตต่างๆ เป็นโอกาสชนิดที่ไม่มีใครคาดถึง หินชนิดนี้จะทำให้ผู้ที่สวมใส่ ได้รับมงคลทั้ง9ประการ คือ บารมี เมตตา ความรุ่งโรจน์สว่างไสว ชื่อเสียง เกรียติยศ พลังอำนาจ มีความสามารถในการควบคุมสิ่งต่างๆ ได้รับการยกย่องจากผู้คน และสามารถขจัดปัญหาปละอุปสรรคต่างๆได้ จึงเป็นที่นิยมมากในการนำมาทำเครื่องประดับ หิน9ตามีอยู่2แบบใหย่ๆคือ หิน9ตาแบบขั้นบันได และอีกชนิดหนึ่งคือ หิน9ตาแบบกระดองเต่า ชนิดนี้จะเพิ่มเรื่องอายุวัฒนะเข้ามาอีกหนึ่งประการ
ปัจจุบันนี้คนหันมาสะสมหิน9ตา เนื่องจากหิน9ตานี้อยู่บนพระเศียรขององค์พระพุทธเจ้าในวิหารโปตาลา ประเทศธิเบต รวมถึงความหมายที่ดี มีถึงมงคลทั้ง9ที่จะเกิดแก่ผู้สวมใส่ จึงทำให้มีค่ามากขึ้น ในขณะนี้หิน9ตานับเป็นหินที่มีราคาสูงมาก และเป็นที่ต้องการของตลาดมากเช่นเดียวกัน

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หิน 5 ตา

หิน5ตา
เป็นหินแห่งโชคลาภ โชคชะตา และความร่ำรวย ความมั่งคั่ง และการประสบความสำเร็จ ชีวิตจะเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าชื่นชมยินดี ความเชื่อของชาวธิเบต เชื่อว่าหินนี้คือ ตัวแทนของเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ความโชคดี บริวารดี อนาคตที่ดี แลการสมดั่งปราถนา หิน 5ตามีอยู่2แบบ คือ มี5ตา(หน้า3ตาหลัง2ตา) และหิน5ตาที่มีสายฟ้าอยู่ด้านหลัง ซึ่งหมายถึงความรวดเร็วทันใจดังความเร็วของสายฟ้า

หิน6ตา
มีคุณสมบัติในการปัดเป่าเรื่องร้าย อุปสรรคเคราะห์กรรม และสิ่งชั่วร้าย ชนะสิ่ง
เลวร้าย 6ประการ คือ ความก้าวร้าว ความสูญเสีย ความไม่เอาใจใส่ ความโกรธ ความ
ความละเลย และความทุกข์ยาก นอกจากนี้ ยังมีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า หิน6ตา สามารถช่วยพัฒนาจิตใจที่ดีทั้ง 6 ประการ อันได้แก่ ความบันเทิงใจ ความมีจริยธรรม ความมุ่งมั่น ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ความฉลาดรอบคอบ และความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ ผู้ที่สวมใส่หิน6ตาเป็นเครื่องประดับ นั้น หากมีความไม่สบายใจ จะสามารถบรรเทาให้ปลอดโปร่งโล่งสบายได้ หากปราถนาจะทำสิ่งใดให้สำเร็จลุล่วง หิน6ตาจะ
ช่วยกระตุ้นให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจและสำเร็จได้ดังประสงค์

หิน7ตา
หินแห่งความสำเร็จ ด้วยพรทั้ง7ประการ คือ ความสมบูรณ์ ชื่อเสียง หน้าที่การงานดี ความมั่งคั่งร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง อายุยืนยาว และการสื่อสารกับสมาคมที่ดี เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ปราถนาความสำเร็จในอาชีพการงานและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน

Posted by Picasa

หิน3ตา

เป็นหินแห่งความสุขกาย สุขใจ ความมั่งมีในโภคทรัพย์ และอายุยืนยาว หิน3ตานี้ชาวธิเบตเชื่อว่า จะทำให้ผู้สวมใส่มองเห็นโอกาส และความสามารถในการไขว่คว้า ส่วนในประเทศไทยนั้น ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมกันมาก เพราะเชื่อว่า หิน3ตานี้ เป็นตัวแทนของเทพ3องค์ นั่นก็คือฮก ลก ซิ่ว

หิน 3 ตามีอยู่หลายแบบ คือ หิน3ตาอย่างเดียว หิน3ตาเขี้ยวเสือ หิน3ตาวัชระ หิน3ตาดอกบัว และหิน3ตาพระ

หิน 4 ตา

เป็นหินแห่งการปกป้อง คุ้มครองให้ชีวิตปราศจากภัยและอุปสรรค เชื่อกันว่าเป็นหินที่ได้รับพรจาก พระโพธิสัตว์ทั้ง4ได้แก่ พระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(พระมหากรุณา) พระมหาโพธิสัตว์มัญชุศรี (ปัญญาบารมี) พระมหาโพธิสัตว์กษิติครรภ์ (ความเจริญงอกงาม) และพระมหาโพธิสัตว์สมันตภัทร (พระธรรมคำสั่งสอน)

ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า หิน4ตานี้เป็นตัวแทนของ จตุมหาราชทั้ง4ที่อยู่บนกำแพงในวิหารโปตาลา เมืองลาซา ประเทศธิเบต ได้แก่ ท้าวธตรฐ (อารักขาทิศตะวันออก) ท้าววิรูปักษ์ (อารักขาทิศตะวันตก) ท้าววิรุฬหา (อารักขาทิศใต้) และท้าวกุเวรหรือท้าวเวศสุวรรณ (อารักขาทิศเหนือ) หิน4ตา ปัจจุบีนหายากเช่นกัน เนื่องจากคนไม่ค่อยนิยมเก็บสะสมย อย

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หินธิเบต 2 ตา

เป็นหินแห่งความสมานฉันท์ สามัคคี โดดเด่นในเรื่องความสัมพันธ์ มิตรภาพ ครอบครัว เรื่องคู่ครอง ช่วยให้ครอบครัวมีความสุข ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังมีความรัก พลังของหิน2ตานี้สร้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างได้มากขึ้น เหมาะที่จะพกติดตัวไปเวลาที่มีการติดต่อสื่อสาร ตกลงะธุรกิจหรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีทักษะในการสื่อสารกับผู้อื่น เช่น ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านาย หิน2ตานี้หากใช้ร่วมกับ Rose Quartz จะยิ่งเห็นผลในด้านความรัก จึงมักมีผู้นิยมใช้หินทั้ง2ชนิดนี้มาทำเป็นเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอหรือสร้อยมือ

หินธิเบต 1 ตาและ หินธิเบต ตามังกร

Posted by Picasa

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความหมายและคุณสมบัติของหิน

หิน 1 ตา

เป็นหินแห่งปัญญาทำให้เฉลียวฉลาด สว่างไสวไปด้วยสติปัญญา เมื่อใส่แล้วจะสมหวังในสิ่งที่ปราถนา ปัจจุบันหิน1ตา ไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะผู้นิยมใช้หินdziจะเน้นไปในเรื่องของโชคลาภ การเงิน มากกว่าเรื่องของสติปัญญา หิน1ตา เหมาะสำหรับเด็กๆที่อยู่ในวัยเรียน หรือช่วงที่กำลังต้องสอบแข่งขันต่างๆ ส่วนมามักจะทำเป็นเครื่องประดับ ประเภทสร้อยคอ ปัจจุบันนี้หิน1ตาหายากมาก และมีเพียงไม่กี่แบบ เช่น1ตาอย่างเดียว 1ตาผสมกับภูเขา 1ตาผสมกับสวัสดิกะ หิน1ตานี้ อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆและผู้ปกครอง พ่อแม่ หาให้ลูกหลานติดตัวไว้ เพราะความรู้ สติปัญญา เป็นที่มาของอนาคตที่สวยงาม

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เครื่องประดับหิน dzi ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์


ตามเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หินดีซีไอ คือหินจากเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นเทือกเขาแห่งคลื่นพลัง มีความลี้ลับ ณ เทือกเขาแห่งนี้ พลังที่ว่าคือ พลังแห่งความดีงามของจิตใจที่ดีแห่งพุทธศาสนา ด้วยเหตุที่ว่าเนื่องมาจากที่นั่นมีการนับถือพุทธศาสนากันอย่างเคร่งครัด ความเชื่อที่สืบทอดกันมาเป็นนับพันๆปี ด้วย

สัญญลักษณ์หรือที่เราคุ้นหูกันว่า "มนตรา" ที่ถูกสลักบนเนื้อหินนั้นอาจจะเป็นเพียงความเชื่อที่งมงายไร้สาระในสายตาหรือความรู้สึกของบางคนจึงมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้นำหินธิเบต dzi ไปวิจัยจึงทราบและพบว่าเป็นหินที่มีชื่อเรียกว่า อาเกต [Agate]หรือในตระกูล ควอตซ์ [Quartz] อื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นอัญมณี [Jewelry] ที่ช่วยเสริมมงคลด้านป้องกันภยันตรายเพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย สร้างภูมิคุ้มกันโรค และเสริมสมรรถภาพทางเพศ

ในเนื้อหินประกอบด้วยแร่ธาตุจากดาวอังคารประมาณ ห้าพันปีที่แล้ว ทำให้หินชนิดนี้มีค่าความเป็นแม่เหล็กสูงถึง13วัตต์ ในขณะที่คริสตัลนั้นมีเพียง4วัตต์เท่านั้น ซึ่งปริมาณแม่เหล็กในหินนี้มีปริมาณเพียงพอที่จะทำให้ผู้สวมใส่มีระบบหมุนเวียนโลหิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น หินธิเบตdziจึงกลายเป็นหินเพื่อสุขภาพ วิทยาศาสตร์มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า"คนเรา มีคุณสมบัติคล้ายแม่เหล็ก และรอบตัวคนเราก็มีสนามแม่เหล็กด้วย" ซึ่งจากผลวิจัยอันนี้ได้นำไปสู่การบำบัดด้วยแม่เหล็ก กับการใช้ฝ่ามือรักษาโรคของนักพลังบำบัดต่างๆ

หินที่มีคลื่นแม่เหล็กในตัวเป็นตัวนำสนามแม่เหล็กของโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า หินธิเบตซึ่งมาจากเขาหิมาลัย หินที่มีปริมาณเหล็กในตัวเองสูง ดังนั้นเมื่อสวมใส่หินธิเบตเป็นเครื่องประดับแล้ว ร่างกายจะได้รับคลื่นแม่เหล็กจากหิน สนามแม่เหล็กจากธรรมชาติที่ผ่านมาทางหินธิเบต
เมื่อใส่หินธิเบต ในช่วงแรกอาจมีอาการมึนงง เวียนศรีษะ นั่นอาจเป็นเพราะพลังของแม่เหล็กได้ทำปฏิกิริยากับสารเฮโมโกบินในเลือด ไม่นานร่างกายก็จะปรับสมดุล จากนั้นระบบหมุนเวียนโลหิตจะดีขึ้น ทำให้สุขภาพแข็งแรงและส่งผลต่อสภาพจิตใจให้ผ่องใสสดชื่น

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การเพิ่มพลังหินธิเบต


การเพิ่มพลังให้หินนั้นเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการล้างหิน หากเปรียบกับพระเครื่องก็ไม่ต่างจากการเข้าพิธีพุทธาภิเษก หากเราสวมใส่หินเป็นเครื่องประดับติดตัวเสมอ และมีการสวดมนต์ไหว้พระเป็นกิจวัตร นั่นก็เท่ากับได้เพิ่มพลังให้หินในทางอ้อมแล้ว

แต่หากต้องการทำให้เป็นเรื่องเป็นราว เป็นพิธีกรรม ขอแนะนำให้เริ่มในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง เพื่อรับพลังจากแสงจันทร์ ตามเหตุผลที่กล่าวไว้ตั้งแต่การล้างหินแล้ว วิธีการคือเอาหินวางไว้กลางแจ้งตลอดคืน หินจะซึมซับเอาพลังจากดวงจันทร์มาสู่ตัวเขาเอง พอรุ่งเช้าแดดเริ่มออกอ่อนๆประมาณ ๘.00จึงเก็บ

เพื่อ่นๆอาจจะสงสัยว่าทำไมเราต้องเก็บหินก่อนที่แดดจะแรงเพิ่มขึ้น ทำไมเราจึงไม่นำหินรับพลังจากดวงอาทิตย์ ทั้งที่แสงก็แรงกว่าพระจันทร์ตั้งมากมาย ก็เพราะว่ายามที่เราสวมใส่เครื่องประดับหินนั้น หินจะได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อยู่แล้วในตอนกลางวัน หินจึงได้ซึมซับเอาพลังจากแสงอาทิตย์ไปด้วย

โดยที่เราไม่ต้องทำพิธีรับพลังจากดวงอาทิตย์ ยกเว้นหินที่เก็บไว้อย่างมิดชิดเป็นระยะเวลานาน ควรนำออกมารับพลังจากดวงอาทิตย์บ้าง เพื่อเป็นการเพิ่มพลัง

เมื่อเก็บหินจากการรับพลังจากดวงจันทร์แล้ว ให้นำหินไปชโลมด้วยน้ำมันจันทน์ เพื่อดูแลรักษาเนื้อหินและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ จากนั้นควรนำหินไปรับพลังงานเสียงจากการสวดมนต์ภาวนา อาจทำได้โดยนำเอาหินมาพนมในมือแล้วสวดสรรเสริญพุทธคุณ คือ "อิติปิโส ภะคะวา" ที่เราไหว้พระในชีวิตประจำวันของเรา

ส่วนการภาวนาตามแบบธิเบตนั้นก็มี สามารถใช้คำภาวนาการออกเสียงแบบสันสกฤตว่า "โอม มะนี เป เม ฮุม"
ความหมายของคำภาวนา "โอม มะนี เป เม ฮุง"
ความหมายของแต่ละพยางค์
โอม ขอพรให้ประสบความสำเร็จ
มะ ขอพรให้จิตใจบริสุทธิ์
นี ขอพรให้มีความอดทน อดกลั้น (ขันติ)
เป ขอพรให้มีความมานะ อุตสาหะ
เม ขอพรให้มีสมาธิ
ฮุม ขอพรให้มีสติปัญญาเฉียบแหลม

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วิธีการล้างหินธิเบต


2. ชำระล้างด้วยพลังแสงจันทร์
แสงจันทร์เป็นพลังแห่งความนุ่มนวล อ่อนโยน สงบเย็น เป็นพลังที่เหมาะมากในการทำงการชำระล้าง และเป็นการเพิ่มพลังด้านบวกให้กับหิน โดยการนำไปตั้งไว้กลางแสงจันทร์ ดีที่สุดควรเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง (ขึ้น 15 ค่ำ) เพื่อให้หินได้สะสมพลังแห่งความอ่อนโยนนุ่มนวลไว้ นอกจากนี้อีกทั้งยังได้รับพลังจากน้ำค้างและต้นไม้ด้วย
3 . ล้างโดยผ่านควันธูปหรือกำยาน
ทำได้ด้วยการนำหินไปในสถานที่บูชาสิ่งศักดิ๋สิทธ์ เช่นในโบสถ์ วิหาร ที่สวดมนต์ ศาลเจ้าที่มีการจุดธูปเที่ยนสักการะบูชา หรือในห้องพระ หิ้งพระ ให้นำหินไปเหนือกระถางธูป วนขวา 3รอบ วนซ้าย3รอบ
แล้วอธิษฐานจิตเหมือนการล้างหน้า
४।เสียงบทสวดมนต์
เป็นการชำระล้างที่มัความศักดิ์สิทธ์ และเป็ฯการผ่อนคลายความตึงเครียดในจิตใจของผู้ใช้หินได้เป็นอย่างดี และเป็นการเพิ่มพลังหินให้มีพุทธคุณมากยิ่งขึ้น จะเป็นเสียงสวดมนต์ในโบสถ์ วิหาร เปิดเทปสวดมนต์ หรือสวดเองในห้องพระก็ใช้ได้
५। การล้างด้วยน้ำเกลือหรือน้ำทะเล
ละลายเกลือ२-3ช้อนโต๊ะ ในน้ำที่ตากแดดไว้จนอุ่น ใส่ภาชนะที่เป็นแก้วนำหินใส่ลงไปทิ้งไว้1คืน จากนั้นนำออกมาล้างน้ำสะอาด ซับและผึ่งให้แห้ง หากอยู่ใกล้หรือมีโอกาสไปทะเล นำหินใส่ถุงผ้า(ป้องกันการสูญหาย) แช่ไว้ในทะเลนานเท่าที่เราพอจะทำได้ จากนั้นนำออกมาแช่น้ำสะอาดในเวลาเท่าๆกัน
६। ล้างด้วยการฝังดิน
ขุดดินให้ลึกประมาณ1คืน นำหินไปฝังและกลบไว้7วัน ดินและแร่ธาตุต่างๆในดินจะดูดซับพลังงานด้านลบออกไป จากนั้นนำขึ้นมาล้างน้ำสะอาดซับและผึ่งให้แห้ง
७। ล้างด้วยเสียงดนตรี
เสียงดนตรีนอกจากจะให้ความเพลิดเพลินใจแล้ว ความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงยังสามารถชำระล้างและดูดพลังด้านลบของหินได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเพลงบรรเลง ประเภทที่เรียกว่า นิวเอจ หรือเสียงจากธรรมชาติก็ได้
ทุกวิธีที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น หลังจากทำเสร็จ เราผู้ที่จะเป็นเจ้าของหินก้อนนั้นต่อไปควรรวบรวมสมาธิ อธิษฐานจิตบอกกล่าวให้หินลืมอดีตชาติ และให้อธิษฐานให้มาอยู่กับเราซึ่งเป็นเจ้าของใหม่ และขอให้มีแต่ความสุขเจริญรุ่งเรือง มีแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ร้ายก็ขอให้ออกไป และอธิษฐานตามใจปราถนา เสร็จแล้วให้นำหินมาลูบตามร่างกาย 9ครั้ง เป็นอันว่าเสร็จพิธี
เครื่องประดับ เครื่องประดับ เครื่องประดับ เครื่องประดับ เครื่องประดับ
เเคเรื่องประดับ जेवेलरी เครื่องประดับ जेवेलरी เครื่องประดับ

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

openphoto :: Nature

openphoto :: Nature

หินธิเบต(6)


การล้างหิน
เพื่อนๆ เคยสงสัยมั๊ยว่า ทำไมเราต้องล้างหิน การล้างหินนั้นเป็นการล้างพลังทางด้านลบต่างๆ ที่หินได้ซึมซับมาตามกาลเวลา ไม่ว่าจะจากสภาพจิจใจของเจ้าของคนเดิม เหตุการณ์ร้ายๆ ต่างๆ ความมุ่งมาดปารถนาในทางลบ หรือแม้แต่บางสถานการณ์ที่หินไปอยู่ในที่นั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้าเสียใจ ความทุกข์ ความเจ็บปวด ความโกรธแค้น ชิงชัง ริษยา อาฆาต
เพราะฉะนั้น เมื่อได้หินมาใหม่ เราต้องทำให้หินลืมสิ่งต่างๆที่เคยผ่านมา โดยการชำระล้าง จึงควรจะทำพิธีล้างหินก้อนนั้นให้ลืมเจ้าของเดิม และให้มาอยู่กับเจ้าของใหม่ เพื่อให้ซึมซับจิตวิญญาณและความรู้สึกของเจ้าของหรือผู้ครอบครองใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของใหม่ด้วย ซึ่งพิธีการล้างหินนั้นทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมมากที่สุดมีดังนี้
1. ชำระล้างโดยให้น้ำธรรมดาไหลผ่าน
หลังจากได้หินมาแล้วการล้างด้วยน้ำเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด คือเริ่มจากการนำหินไปวางรองไว้ใต้ก๊อกน้ำโดยเปิดให้น้ำประปาใหลผ่าน นานประมาณ 10นาที ช่วงนี้ให้คุยกับหินว่า หากผ่านสิ่งเลวร้าย พลังด้านลบใดๆมา ขอให้สิ่งและพลังนั้นไหลผ่านไปกับสายน้ำนี้ และขอให้จดจำเราซึ่งจะเป็นผู้ใช้หินนี้ตลอดไป
2. การล้างด้วยพลังแสงจันทร์

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หินธิเบต (5)


การแบ่งเกรดของหินธิเบต
ในปัจจุบันมีนักสะสม หินธิเบตทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น ความต้องการหินจึงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อความต้องการมากขึ้น การผลิตก็เพิ่มจำนวนตามไปด้วย เราจึงควรทราบก่อนที่จะเสียสตางค์ซื้อหินธิเบต มีกี่ชนิด กี่เกรด
หินธิเบต แบ่งออกเป็น 5 เกรดคือ
เกรดที่ 1. หินธิเบตที่มีอายุ 4-5 พันปี
เป็นวัตถุโบราณหายากมาก และที่สำคัญไม่มีขายตามท้องตลาดแน่นอนจะหาดูชมได้ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น
เกรดที่ 2. หินธิเบตที่มีอายุ 8-9 ร้อยปีถึงพันปีขึ้นไป
ยังพอหาได้ ยังสามารถพบเห็นและมีราคาสูงมาก
เกรดที่ 3. หินธิเบต ใหม่อายุตั้งแต่ 1ปีถึงเก่าอายุ ประมาณ6-7 ร้อยปี
ทำขึ้นโดยชาวพื้นเมืองธิเบตรุ่นใหม่ ตามหมู่บ้านบริเวณเทือกเขาหิมาลัย หินเหล่านี้ชาวบ้านยังคงใช้วิธีการทำ
ตามแบบโบราณ วัตถุประสงค์ในการผลิตนั้นก็เพื่อนำมาใฃ้เป็นเครื่องรางและเครื่องประดับของชาวธิเบต ราคา
หลักร้อยถึงหลักแสนตามแต่สภาพชิ้นงานและความเก่า

tibet stone หินธิเบต tibet stone

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หินธิเบต(5)

วิธีที่ 2. ย้อมไม่ติดสี (Anti-Dying)
วิธีนี้จะนำหินมาเผาจนเป็นสีขาวทั้งแผ่นหรือทั้งแท่ง เมื่อได้หินสีขาวแล้ว จึงเขียนลายด้วยยางไม้ จากนั้นจะนำเอาหินไปย้อมสี สีที่ย้อมได้มาจากน้ำตาลที่นำมาละลายจนเป็นน้ำเชื่อม การย้อมนี้ต้องใช้เวลานานมาก เป็นเดือนหรืออาจจะเป็นปี เพื่อให้น้ำตาลแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของเนื้อหิน จากนั้นจึงนำมาเข้าเตาอบ เพื่อให้น้ำตาลที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อหินนั้นไหม้จนเป็นสีน้ำตาล บริเวณลวดลายที่เขียนด้วยยางไม้นั้น น้ำตาลไม่สามารถซึมผ่านเข้ไปได้ ลายที่เกิดขึ้นจึงเป็นสีขาวสีที่เกิดจากการเผาที่กล่าวมาข้างต้น เพราะฉะนั้นลายที่เกิดขึ้นจึงฝังอยู่ในเนื้อหิน
หินที่เหมาะจะนำมาใช้กับวิธีนี้ส่วนมากเป็นหินลาย หรือ อาเกต [Agate] วิธีนี้เราจะไม่เห็นลายของอาเกตปรากฎตามธรรมชาติเพราะได้ถูกย้อมให้เป็นสีน้ำตาลแล้ว วิธีนี้เป็นวิธีดั้งเดิมของชาวธิเบต หินที่ได้จึงโปร่งแสง และรูของหินจะมีสีขาว เนื่องจากมีการกันไม่ให้สีเข้าไปในรูหินที่เจาะไว้ก่อนย้อม
ทั้งสองวิธีนี้เป็นวิธีการแบบดั้งเดิม และเป็นวิธีการที่ถูกต้องทั้งสองวิธี ส่วนจะใช้วิธีไหนนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของหิน เพราะฉะนั้นการดูหินธิเบตจึงต้องรู้กรรมวิธีในการเขียนลายและประเภทของหินด้วย

หินธิเบต



คราวนี้เราก็มาดูวิธีการทำลวดลายบนหิธิเบตกันดีกว่า ลวดลายที่ปรากฎบนหินธิเบตนั้นเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ เพื่อนๆอาจจะสงสัยกันว่าลวดลายสวยงามนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีใดบ้าง วิธีการทำลวดลายหินนั้นโดยทั่วไปมีอยู้ 2 วิธี คือ
1. เอซชิง (Etcging)
เป็นวิธีการทำให้เกิดลายโดยการใช้ด่าง กรรมวิธีก็คือ เอาผงด่างมาผสมกับยางไม้ แล้ววาดให้เกิดลวดลายที่ต้องการบนหิน จากนั้นจึงนำไปอบในเตา ซึ่งจะได้หินที่มีลวดลายตามที่เราวาดไว้เป็นลายเส้นสีขาว
ลายที่ทำขึ้นด้วยวิธีนี้จะไม่ซึมเข้าไปในเนื้อหิน จะเกิดเป็นลายบนผิวเท่านั้น ขอย้ำว่าอยู่บนผิวนอกของหินเท่านั้น หินที่เหมาะสำหรับการสร้างลวดลายด้วยวิธีนี้ ควรมีผิวหน้าเรียบเสมอกัน เพื่อที่จะได้เห็นลายชัดเจน ลายที่ปรากฏจะเป็นลายลอยๆที่แสงไม่สามารถส่องผ่าน ส่วนสีของรูหินจะเป็นสีเดียวกันกับสีของเนื้อหิน
หินที่นำมาเขียนลวดลายด้วยวิธีนี้คือ "คาร์เนเลียน" (Canelian) และอาจใช้วิธีนี้ได้กับหินที่เป็นสีดำสนิทตามธรรมชาติ การเอซชิงนี้ เป็นวิธีการที่ชาวเปอร์เชียใช้มาช้านานในการทำเครื่องใช้ เครื่องประดับ เริ่มแพร่หลายเมื่อช่างชาวอินเดียนำมาใช้ และกระจายไปถึงเนปาล

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หินธิเบต(4)


สีของลายและเนื้อหินdzi ส่วนมากจะเป็นดำ-ขาว น้ำตาลเข้ม-ขาวครีม น้ำตาล-ขาวครีม น้ำตาลอ่อน-ขาว หากความคมชัดของเนื้อหินและลายบนเนื้อหินตัดกันอย่างชัดเจน แสดงว่าเป็นของแท้ ส่วนสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ สีน้ำตาลเข้ม-ขาวครีม
นอกจากนี้ความมันเงาของหินก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง หินธิเบตที่เป็นของแท้จะมีอายุมาก สังเกตได้จากความเก่าของหิน ซึ่งสามารถบอกอายุการใช้งาน เพราะฉะนั้นในเนื้อหินที่มันเงา จึงจะมีคราบแห่งกาลเวลาอยู่บ้าง เราจะรู้ว่าหินของเรานั้นมีความมันเงามากน้อย พิสูจน์ได้จากแสงสะท้อนของแสงไฟ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าพิจารณาก็คือ ลักษณะความมันเงาของหินมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่น เงาแบบเนื้อแก้ว เงามัน เงามันด้าน แต่อย่าลืมว่าหากเป็นหินที่ใช้งานมานานมาก มักจะมีคราบเปื้อนอยู่บนเนื้อหินซึ่งจะทำให้เห็นแสงสะท้อนจากไฟได้ไม่มาก ส่วนความใสของหินดูได้จากความสามารถในการผ่านของแสง แต่การดูความใสของหินนั้นไม่ใช่การ
วัดว่าหินธิเบต dzi เป็นของแท้หรือของปลอม
อย่างที่เราทราบกันดีว่าหินdzi ของแท้มักจะผ่านการใช้งานมาแล้วเพราะฉะนั้นความสมบูรณ์ของหิน จึงเป็นอีกจุดที่ควรนำมาพิจารณาก่อนซื้อหิน เป็นเรื่องธรรมดาหากเราจะพบตำหนิต่างๆ บนเนื้อหิน แต่อย่างไรก็ตามราคาของหินนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของ
เนื้อหินด้วย ร่อยรอยเพียงเล็กน้อยอาจจะมีผลต่อค่าและราคาของหิน dzi ในกรณีที่เราอยากได้ไปทำเครื่องประดับ อาจมีกรณียกเว้น
เช่น เนื้อหินบางส่วนอาจถูกขูดไปเพื่อใช้ทำยาก็ยอมรับได้เช่นกัน แต่ถ้าหินแตกหรือหักเป็น2ท่อน พลังและความขลังจะลดลง จึงไม่ควรนำมาสวมใส่ หรือนำมาทำเครื่องประดับ
อีกอย่างหนึ่งเราอาจดูความสมบูรณ์ของหินได้ด้วยตาเปล่าว่าเนื้อหินมีร่อยรอยอะไรบ้าง บิ่นหรือไม่ ร้าวหรือไม่ อีกสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ด้วยตาเปล่านั่นคือริ้วรอยจากสภาพอากาศที่ปรากฎบนเนื้อหิน เรียกได้ว่าเป็นริ้วรอยของอายุหิน หากใช้แว่นขยายเราจะมองเห็นริ้วรอยดังกล่าวกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งลึกและตื้น ถ้าเป็นหินเก่ารอยจะมีลักษณะมน เกลี้ยง หากเป็นหินใหม่รอยจะเกิดจากการทำขึ้น เพราะฉะนั้นรอยจะคมและอาจมีสีดำหรือน้ำตาลก็เป็นได้
นอกจากนี้อาจจะมีจุดปรากฏขึ้นในเนื้อหิน โดยเฉพาะจุดสีแดง จะปรากฎจากภายในเนื้อหินขึ้นมาบนหิน และหินdzi บางประเภทก็ไม่มีจุดแดง เราใช้จุดแดงนี้บ่อยในการจำแนกว่าหิน dzi เก่าหรือใหม่ (ไม่ได้หมายความว่ามีจุดแดงแล้วจะเป็นหินที่ดี) บางกรณีบานเนื้อหินอาจจะเป็นจุดดำ บางเม็ดเมื่อใส่ไปเรื่อยๆ สีของจุดแดงอาจจะอ่อนลง หรือเข้มขึ้นก็ได้ จุดสีแดงบนเนื้อหินดังกล่าวเกิดจากการเกิดปฎิกิริยาของแม่เหล็กในเนื้อหินกับร่างกายของผู้ใส่ ขณะที่ของทำใหม่จะทำให้เป็นลายทางสีส้มๆบนเนื้อขาว บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่ารอยเปื้อนคือจุดแดง
http://video.msn.com/video.aspx?mkt=th-TH&vid=6ea41e2b-50ac-4f21-a73f-5b68c8773ef2