วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

openphoto :: Nature

openphoto :: Nature

หินธิเบต(6)


การล้างหิน
เพื่อนๆ เคยสงสัยมั๊ยว่า ทำไมเราต้องล้างหิน การล้างหินนั้นเป็นการล้างพลังทางด้านลบต่างๆ ที่หินได้ซึมซับมาตามกาลเวลา ไม่ว่าจะจากสภาพจิจใจของเจ้าของคนเดิม เหตุการณ์ร้ายๆ ต่างๆ ความมุ่งมาดปารถนาในทางลบ หรือแม้แต่บางสถานการณ์ที่หินไปอยู่ในที่นั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้าเสียใจ ความทุกข์ ความเจ็บปวด ความโกรธแค้น ชิงชัง ริษยา อาฆาต
เพราะฉะนั้น เมื่อได้หินมาใหม่ เราต้องทำให้หินลืมสิ่งต่างๆที่เคยผ่านมา โดยการชำระล้าง จึงควรจะทำพิธีล้างหินก้อนนั้นให้ลืมเจ้าของเดิม และให้มาอยู่กับเจ้าของใหม่ เพื่อให้ซึมซับจิตวิญญาณและความรู้สึกของเจ้าของหรือผู้ครอบครองใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของใหม่ด้วย ซึ่งพิธีการล้างหินนั้นทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมมากที่สุดมีดังนี้
1. ชำระล้างโดยให้น้ำธรรมดาไหลผ่าน
หลังจากได้หินมาแล้วการล้างด้วยน้ำเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด คือเริ่มจากการนำหินไปวางรองไว้ใต้ก๊อกน้ำโดยเปิดให้น้ำประปาใหลผ่าน นานประมาณ 10นาที ช่วงนี้ให้คุยกับหินว่า หากผ่านสิ่งเลวร้าย พลังด้านลบใดๆมา ขอให้สิ่งและพลังนั้นไหลผ่านไปกับสายน้ำนี้ และขอให้จดจำเราซึ่งจะเป็นผู้ใช้หินนี้ตลอดไป
2. การล้างด้วยพลังแสงจันทร์

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หินธิเบต (5)


การแบ่งเกรดของหินธิเบต
ในปัจจุบันมีนักสะสม หินธิเบตทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น ความต้องการหินจึงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อความต้องการมากขึ้น การผลิตก็เพิ่มจำนวนตามไปด้วย เราจึงควรทราบก่อนที่จะเสียสตางค์ซื้อหินธิเบต มีกี่ชนิด กี่เกรด
หินธิเบต แบ่งออกเป็น 5 เกรดคือ
เกรดที่ 1. หินธิเบตที่มีอายุ 4-5 พันปี
เป็นวัตถุโบราณหายากมาก และที่สำคัญไม่มีขายตามท้องตลาดแน่นอนจะหาดูชมได้ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น
เกรดที่ 2. หินธิเบตที่มีอายุ 8-9 ร้อยปีถึงพันปีขึ้นไป
ยังพอหาได้ ยังสามารถพบเห็นและมีราคาสูงมาก
เกรดที่ 3. หินธิเบต ใหม่อายุตั้งแต่ 1ปีถึงเก่าอายุ ประมาณ6-7 ร้อยปี
ทำขึ้นโดยชาวพื้นเมืองธิเบตรุ่นใหม่ ตามหมู่บ้านบริเวณเทือกเขาหิมาลัย หินเหล่านี้ชาวบ้านยังคงใช้วิธีการทำ
ตามแบบโบราณ วัตถุประสงค์ในการผลิตนั้นก็เพื่อนำมาใฃ้เป็นเครื่องรางและเครื่องประดับของชาวธิเบต ราคา
หลักร้อยถึงหลักแสนตามแต่สภาพชิ้นงานและความเก่า

tibet stone หินธิเบต tibet stone

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หินธิเบต(5)

วิธีที่ 2. ย้อมไม่ติดสี (Anti-Dying)
วิธีนี้จะนำหินมาเผาจนเป็นสีขาวทั้งแผ่นหรือทั้งแท่ง เมื่อได้หินสีขาวแล้ว จึงเขียนลายด้วยยางไม้ จากนั้นจะนำเอาหินไปย้อมสี สีที่ย้อมได้มาจากน้ำตาลที่นำมาละลายจนเป็นน้ำเชื่อม การย้อมนี้ต้องใช้เวลานานมาก เป็นเดือนหรืออาจจะเป็นปี เพื่อให้น้ำตาลแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของเนื้อหิน จากนั้นจึงนำมาเข้าเตาอบ เพื่อให้น้ำตาลที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อหินนั้นไหม้จนเป็นสีน้ำตาล บริเวณลวดลายที่เขียนด้วยยางไม้นั้น น้ำตาลไม่สามารถซึมผ่านเข้ไปได้ ลายที่เกิดขึ้นจึงเป็นสีขาวสีที่เกิดจากการเผาที่กล่าวมาข้างต้น เพราะฉะนั้นลายที่เกิดขึ้นจึงฝังอยู่ในเนื้อหิน
หินที่เหมาะจะนำมาใช้กับวิธีนี้ส่วนมากเป็นหินลาย หรือ อาเกต [Agate] วิธีนี้เราจะไม่เห็นลายของอาเกตปรากฎตามธรรมชาติเพราะได้ถูกย้อมให้เป็นสีน้ำตาลแล้ว วิธีนี้เป็นวิธีดั้งเดิมของชาวธิเบต หินที่ได้จึงโปร่งแสง และรูของหินจะมีสีขาว เนื่องจากมีการกันไม่ให้สีเข้าไปในรูหินที่เจาะไว้ก่อนย้อม
ทั้งสองวิธีนี้เป็นวิธีการแบบดั้งเดิม และเป็นวิธีการที่ถูกต้องทั้งสองวิธี ส่วนจะใช้วิธีไหนนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของหิน เพราะฉะนั้นการดูหินธิเบตจึงต้องรู้กรรมวิธีในการเขียนลายและประเภทของหินด้วย

หินธิเบต



คราวนี้เราก็มาดูวิธีการทำลวดลายบนหิธิเบตกันดีกว่า ลวดลายที่ปรากฎบนหินธิเบตนั้นเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ เพื่อนๆอาจจะสงสัยกันว่าลวดลายสวยงามนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีใดบ้าง วิธีการทำลวดลายหินนั้นโดยทั่วไปมีอยู้ 2 วิธี คือ
1. เอซชิง (Etcging)
เป็นวิธีการทำให้เกิดลายโดยการใช้ด่าง กรรมวิธีก็คือ เอาผงด่างมาผสมกับยางไม้ แล้ววาดให้เกิดลวดลายที่ต้องการบนหิน จากนั้นจึงนำไปอบในเตา ซึ่งจะได้หินที่มีลวดลายตามที่เราวาดไว้เป็นลายเส้นสีขาว
ลายที่ทำขึ้นด้วยวิธีนี้จะไม่ซึมเข้าไปในเนื้อหิน จะเกิดเป็นลายบนผิวเท่านั้น ขอย้ำว่าอยู่บนผิวนอกของหินเท่านั้น หินที่เหมาะสำหรับการสร้างลวดลายด้วยวิธีนี้ ควรมีผิวหน้าเรียบเสมอกัน เพื่อที่จะได้เห็นลายชัดเจน ลายที่ปรากฏจะเป็นลายลอยๆที่แสงไม่สามารถส่องผ่าน ส่วนสีของรูหินจะเป็นสีเดียวกันกับสีของเนื้อหิน
หินที่นำมาเขียนลวดลายด้วยวิธีนี้คือ "คาร์เนเลียน" (Canelian) และอาจใช้วิธีนี้ได้กับหินที่เป็นสีดำสนิทตามธรรมชาติ การเอซชิงนี้ เป็นวิธีการที่ชาวเปอร์เชียใช้มาช้านานในการทำเครื่องใช้ เครื่องประดับ เริ่มแพร่หลายเมื่อช่างชาวอินเดียนำมาใช้ และกระจายไปถึงเนปาล

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หินธิเบต(4)


สีของลายและเนื้อหินdzi ส่วนมากจะเป็นดำ-ขาว น้ำตาลเข้ม-ขาวครีม น้ำตาล-ขาวครีม น้ำตาลอ่อน-ขาว หากความคมชัดของเนื้อหินและลายบนเนื้อหินตัดกันอย่างชัดเจน แสดงว่าเป็นของแท้ ส่วนสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ สีน้ำตาลเข้ม-ขาวครีม
นอกจากนี้ความมันเงาของหินก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง หินธิเบตที่เป็นของแท้จะมีอายุมาก สังเกตได้จากความเก่าของหิน ซึ่งสามารถบอกอายุการใช้งาน เพราะฉะนั้นในเนื้อหินที่มันเงา จึงจะมีคราบแห่งกาลเวลาอยู่บ้าง เราจะรู้ว่าหินของเรานั้นมีความมันเงามากน้อย พิสูจน์ได้จากแสงสะท้อนของแสงไฟ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าพิจารณาก็คือ ลักษณะความมันเงาของหินมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่น เงาแบบเนื้อแก้ว เงามัน เงามันด้าน แต่อย่าลืมว่าหากเป็นหินที่ใช้งานมานานมาก มักจะมีคราบเปื้อนอยู่บนเนื้อหินซึ่งจะทำให้เห็นแสงสะท้อนจากไฟได้ไม่มาก ส่วนความใสของหินดูได้จากความสามารถในการผ่านของแสง แต่การดูความใสของหินนั้นไม่ใช่การ
วัดว่าหินธิเบต dzi เป็นของแท้หรือของปลอม
อย่างที่เราทราบกันดีว่าหินdzi ของแท้มักจะผ่านการใช้งานมาแล้วเพราะฉะนั้นความสมบูรณ์ของหิน จึงเป็นอีกจุดที่ควรนำมาพิจารณาก่อนซื้อหิน เป็นเรื่องธรรมดาหากเราจะพบตำหนิต่างๆ บนเนื้อหิน แต่อย่างไรก็ตามราคาของหินนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของ
เนื้อหินด้วย ร่อยรอยเพียงเล็กน้อยอาจจะมีผลต่อค่าและราคาของหิน dzi ในกรณีที่เราอยากได้ไปทำเครื่องประดับ อาจมีกรณียกเว้น
เช่น เนื้อหินบางส่วนอาจถูกขูดไปเพื่อใช้ทำยาก็ยอมรับได้เช่นกัน แต่ถ้าหินแตกหรือหักเป็น2ท่อน พลังและความขลังจะลดลง จึงไม่ควรนำมาสวมใส่ หรือนำมาทำเครื่องประดับ
อีกอย่างหนึ่งเราอาจดูความสมบูรณ์ของหินได้ด้วยตาเปล่าว่าเนื้อหินมีร่อยรอยอะไรบ้าง บิ่นหรือไม่ ร้าวหรือไม่ อีกสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ด้วยตาเปล่านั่นคือริ้วรอยจากสภาพอากาศที่ปรากฎบนเนื้อหิน เรียกได้ว่าเป็นริ้วรอยของอายุหิน หากใช้แว่นขยายเราจะมองเห็นริ้วรอยดังกล่าวกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งลึกและตื้น ถ้าเป็นหินเก่ารอยจะมีลักษณะมน เกลี้ยง หากเป็นหินใหม่รอยจะเกิดจากการทำขึ้น เพราะฉะนั้นรอยจะคมและอาจมีสีดำหรือน้ำตาลก็เป็นได้
นอกจากนี้อาจจะมีจุดปรากฏขึ้นในเนื้อหิน โดยเฉพาะจุดสีแดง จะปรากฎจากภายในเนื้อหินขึ้นมาบนหิน และหินdzi บางประเภทก็ไม่มีจุดแดง เราใช้จุดแดงนี้บ่อยในการจำแนกว่าหิน dzi เก่าหรือใหม่ (ไม่ได้หมายความว่ามีจุดแดงแล้วจะเป็นหินที่ดี) บางกรณีบานเนื้อหินอาจจะเป็นจุดดำ บางเม็ดเมื่อใส่ไปเรื่อยๆ สีของจุดแดงอาจจะอ่อนลง หรือเข้มขึ้นก็ได้ จุดสีแดงบนเนื้อหินดังกล่าวเกิดจากการเกิดปฎิกิริยาของแม่เหล็กในเนื้อหินกับร่างกายของผู้ใส่ ขณะที่ของทำใหม่จะทำให้เป็นลายทางสีส้มๆบนเนื้อขาว บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่ารอยเปื้อนคือจุดแดง

หินธิเบต[4]


เมื่อคราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่องวิธีดูหินเบื้องต้นว่ามีวิธีดูอย่างไร วันนี้เราจะมาพูดถึงลักษณะของหินธิเบตกัน เริ่มด้วย
1. สีและลายของหิน คงต้องทราบกันก่อนว่าหินdzi แท้นั้นทำขึ้นจากหินชนิดที่เรียกว่า " อาเกต " [Agate]
หรือในตระกูลควอตซ์ [Quartz]อื่นๆซึ่งถือว่าเป็นอัญมณี [Jewelry] หากแต่เป็นของเลียนแบบมักจะทำมาจากพลาสติกหนัก
เรซิ่น หรือมีแม้กระทั่งเซรามิก
หินdzi หรือหินธิเบตของแท้นั้นทำมาจาก อาเกต ซึ่งมีสีของเนื้อหินถึง5สี ขาวครีม ดำ น้ำตาล แดง และเขียวอ่อน โดยสี
ขาวครีมเป็นสีที่มีความต้องการมาก นักสะสมที่มีความชำนาญแนะนำว่า ให้ใช้แว่นขยายส่องเข้าไปดูในรูที่เจาะไว้ว่าเป็นสีอะไร หากเป็นสีขาวครีมแสดงว่าเป็นหิน dzi แท้

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หินธิเบต(3)

เพื่อนๆเคยสงสัยสัยมั๊ยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าหินธิเบตชิ้นไหนจริงหรือชิ้นไหนปลอม วันนี้เรามีวิธีดูหินธิเบตเบื้องต้นมาเล่าสุ่กันฟัง ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อหินธิเบตซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง อย่างน้อยเราก็ควรมีความรู้เกี่ยวกับการดูเนื้อหินไว้บ้าง รายละเอียดของหินเราไม่สามารถดูด้วยตาเปล่าได้ จึงแนะนำให้ใช้แว่นขยายชนิดที่นักเล่นพระใช้ส่องเนื้อพระหรือแว่นขยายที่ขยายได้ตั้งแต่ 10 ถึง 20เท่าขึ้นไป และขอแนะนำแว่นขยายที่มีไฟฉายติดมาด้วยจะสะดวกยิ่งขึ้น มิฉะนั้นอาจจะต้องใช้ไฟฉายขนาดเล็กต่างหาก
Jewelry เครื่องประดับ Jewelry เครื่องประดับ Jewelry เครื่องประดับ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หินธิเบต (२)


ว่ากันด้วยเรื่องหินธิเบตกันต่อดีกว่าน๊ะ จากการที่เราได้อ่านตำรามาต้นกำเนิดของหิน दजी หรือหินทิเบตนี้มีมาตั้งแต่ในยุคประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนิกชนชาวธิเบต เมื่อประมาณ१३००-1500ปีก่อน दजी ในภาษาธิเบตนี้แปลว่า ความจรัสจ้า ความสุกสกาว ความรุ่งเรืองและความสว่างไสว แก่ผู้ที่ได้ครอบครอง ครั้งหนึ่งหินนี้เคยถูกเรียกว่า หิหิมาลัย (हिमालय बीड्स) นอกจากนี้ยังเล่าต่อๆกันมาว่า หิน दजी หรือหินธิเบตนี้ เคยใช้เป็นเงินตราในธิเบต โดยจำนวนตาที่แกะสลักลงบนหินนันแกะโดยพระลามะ จำนวนตาที่ปรากฏบนหินแสดงมูลค่าของเงิน เช่น หิน1ตาแทนเงิน1หน่วยนั่นเอง ต่อมาหินธิเบตถูกเปลี่ยนมาเป็นเครื่องประดับ และมีการทำหินธิเบตต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

และอีกความเชื่อหนึ่ง เชื่อว่าหินदजी เกิดมาจากนอกโลกหรือตกลงมาจากฟากฟ้า ทำให้มีพลังพิเศษในการช่วยปกป้องคุ้มครอง รักษาโรคภัยไข้เจ็บ และเรียกโชคลาภเงินทอง จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า หินตาสวรรค์ (हेअवेंक्य बीड्स) ชาวจีนทั่วโลกคุ้นเคยและรู้จักกับหินदजी มานาน ไม่ต่างจากที่คนไทยคุ้นเคยและบูชาพระเครื่อง ในธิเบตมีรูปเครพหรือสัญญลักษณ์ที่เป็นมงคลประดับตกแต่งให้พบเห็นทั่วไป

tibet stone




Posted by Picasa

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

tibet stone

พูดถึงหินธิเบต ปัจจุบันนี้หินธิเบตได้รับความนิยมแพร่หลายมากมายในเมืองไทย โดยเฉพาะในเมืองหลวงของเรากรุงเทพแดนศิวิไลส์แห่งนี้ เพื่อนๆว่าแปลกมั๊ย หินศักดิ์สิทธิ์ชนิดนี้ ได้กลายเป็นเครื่องประดับที่ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่นิยมสวมใส่ติดตัวกันแทบทุกคน อาจด้วยสาเหตุที่ว่าซื้อหาง่ายมีขายทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่ในห้างสรรพสินค้าชั้นสูงจนถึงตลาดนัดแบกะดิน ราคาก็แตกต่างกันไปตามคุณภาพของสินค้า แล้วแต่ความเก่าและใหม่ของหิน(ของจริงและของปลอม) โดยส่วนตัวแล้วเราเป็นคนที่สนใจในเรื่องพลังธรรมชาติต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หินธิเบตจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นความสนใจใคร่รู้ ให้เราได้พยายามค้นคว้าศึกษาหาข้อมูล พูดคุย ไปจนถึงทดสอบถึงความมหัศ่จรรย์ของหินชนิดนี้ เราจึงพยายามที่จะหาความรู้จากหนังสือ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางตรงทั้งจากผู้ขาย และผู้ใช้หินธิเบตเองโดยตรง รวมไปถึง สื่อทางอินเทอร์เน็ต ข้อมูลที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้มีประโยชน์มากต่อเราคนเขียนบล็อกนี้เป็นอย่างมาก จึงอยากจะแชร์ความรู้เกี่ยวกับหินชนิดนี้ให้กับเพื่อนๆที่มีเวลาแวะเข้ามาอ่านบล็อกของเรา

หวังว่าบล็อกนี้คงมีปรธโยชน์กับเพื่อนๆที่สนใจในเรื่องหินและอัญมณีที่มีค่าไม่มากก็น้อย และขอมอบความดดี ความงามทั้งหลายนี้ให้แด่เพื่อนๆทุกคนที่เป็นแหล่งความรู้และเพื่อนที่มีความสนใจใคร่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับหินธิเบตนี้ด้วย
http://video.msn.com/video.aspx?mkt=th-TH&vid=6ea41e2b-50ac-4f21-a73f-5b68c8773ef2