
จากยุคนั้นเป็นต้นมา มนุษย์เริ่มมีความเชื่อเกี่ยวกับพลังอำนาจของหินมากขึ้น พวกเขาถือเสมือนว่า หินคือคริสตัลคือตัวแทนแห่งศรัทธาที่มีต่อศาสนา ซึ่งมิอาจล่วงละเมิดได้ คริสตัลคือของขวัญอันสูงค่าที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มอบให้แก่ผืนแผ่นดิน จนเวลาผ่านไป ความเชื่อของมนุษย์ที่มีต่อหินก็เพิ่มมากขึ้น ในแง่ของความมหัศจรรย์, การเสริมสร้างจิตวิญญาณให้เกิดคุณภาพ,ใช้ร่วมกับการสั่งสอนศาสนา,ด้วยความเชื่อเกี่ยวกับโลกหน้า,ใช้ในการรักษาการเจ็บป่วย,ใช้เป็นมาตรฐานการปกครอง และใช้ในลัทธิทรงเจ้าเข้าผีของอินเดียนแดง ด้วยความเชื่อที่ว่า พลังของหินนั้นคือ สัญลักษณ์ของจิตวิญญาณและผู้มีพลังอำนาจ ในทางโลกียวิสัยในประเทศอียิปต์ ความเชื่อเรื่องหินถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยความเชื่อว่าหินหรือคริสตัลเหล่านั้นเป็นดั่งผ้ายันต์ป้องกันภัยภยันตราย เป็นสัญญลักษณ์ที่ถูกซ่อนไว้ในหลุมศพเพื่อ่นำจิตวิญญาณไปสู่โลกใหม่ในภายภาคหน้า ความเชื่อในพลังของหินอย่าง ลาพิส ลาซูลี,เทอร์ควอยส์,คาร์เนเลียนและควอตซ์ นั้นมีส่วนช่วยในการดำรงชีวิต เชื่อว่าหินจะสามารถส่งพลังตามคุณสมบัติของมันเพื่อความสำเร็จ เพื่อเป็นเครื่องงรางของขลัง เพื่อป้องกันภยันตรายทุกรูปแบบ และเหนือสิ่งอื่นใดก็เพื่อเสริมสร้างเสน่ห์และความรักอันบริสุทธิ์ มาสู่ตัวเองและครอบครัว
ในอาณาจักรกรีกและโรมัน ความเชื่อในเรื่องหินและคริสตัลนั้นมีมากมายไม่แพ้ที่อื่นๆ นอกเหนือจากเชื่อว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่สามารถปกป้องคุ้มครองร่างกายและจิตวิญญาณได้แล้ว ยังเป็นเหมือนเครื่องดึงดูดความดีขจัดความชั่วที่จะเกิดในจิตใจของตัวเอง และป้องกันไม่ให้ผู้อื่นคิดร้ายต่อเรา นอกจากนี้ยังถือว่าหินและคริสตังเป็นวัตถุอันทรงพลัง เป็นเครื่องประดับพระเศียรของกษัตริย์และราชินี ประดับตกแต่งข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น ยอดมงกุฏหรือหัวคฑาซึ่งถือเป็นของสูง อันเป็นความเชื่อที่ว่าจะได้นำสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด และพลังแห่งการหยั่งรู้มาสู่ตัวเอง เพื่อประโยชน์ในการปกครองบ้านเมืองและผู้คนนั่นเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น